หลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง
สาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป (การรักษาโรคเบื้องต้น)
Program of Nursing Specialty in Nurse Practitioner (Primary Medical Care)
ชื่อหลักสูตร
ภาษาไทย : หลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป (การรักษาโรคเบื้องต้น)
ภาษาอังกฤษ : Program of Nursing Specialty in Nurse Practitioner (Primary Medical Care)
ชื่อประกาศนียบัตร
ภาษาไทย : ประกาศนียบัตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป (การรักษาโรคเบื้องต้น)
ภาษาอังกฤษ : Certificate of Nursing Specialty in Nurse Practitioner (Primary Medical Care)
ชื่อย่อ : ป.การพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป (การรักษาโรคเบื้องต้น)
ภาษาอังกฤษ : Cert. Of Nursing Specialty in NP
รูปแบบของหลักสูตร
หลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทางสาขาพยาบาลเวชปฏิบัติฉุกเฉิน ระยะเวลาการฝึกอบรม 20 สัปดาห์ ตามเกณฑ์การจัดทำหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทางและการบริหารหลักสูตร พ.ศ. 2557 และหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทางต้นแบบ พ.ศ. 2567 ที่สภาการพยาบาลให้การรับรอง
ประเภทของหลักสูตร: เป็นหลักสูตรฝึกอบรมทางวิชาชีพหลังปริญญาตรี
ภาษาที่ใช้ : ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ
การรับเข้าฝึกอบรม : ปีละ 1 รุ่น รุ่นละ 48 คน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2568 ถึง 2572 รับผู้เข้าอบรมที่สามารถสื่อสารภาษาไทย
ความร่วมมือกับสถาบันอื่น : เป็นหลักสูตรความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และกองการพยาบาล โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ
สถานที่เรียน : วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
การให้ประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรม :
1. ประกาศนียบัตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาพยาบาลเวชปฏิบัติฉุกเฉิน
2. หน่วยคะแนนการศึกษาต่อเนื่องทางการพยาบาล (CNEU) 50 หน่วยคะแนน
3. ประกาศนียบัตรการช่วยชีวิตขั้นสูง (AHA ACLS)
4. ประกาศนียบัตรการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศพื้นฐาน (Basic Aeromedical Evacuation)
5. ประกาศนียบัตรการสอนภาคปฏิบัติการพยาบาลเฉพาะทาง
สถานภาพของหลักสูตรและการพิจารณาอนุมัติเห็นชอบหลักสูตร
สภาการพยาบาลให้การรับรองหลักสูตรในการประชุมครั้งที่ 7/2567 วันที่ 15 กรกฎาคม 2567 ระยะเวลารับรอง 5 ปี มีผลจนถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2572
อาชีพที่สามารถประกอบได้หลังสำเร็จการฝึกอบรม
เป็นพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการพยาบาลในหอผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉิน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉิน ในสถานพยาบาลทุกระดับ (ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ ตติยภูมิ) ทั้งภาครัฐและเอกชน หรือสถานประกอบการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน นักวิจัย หรือประกอบอาชีพอิสระอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้านการพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉินทั้งในประเทศและต่างประเทศ
นโยบายและยุทธศาสตร์ชาติด้านสาธารณสุขที่มุ่งเน้นการบริการสุขภาพปฐมภูมิที่มีคุณภาพ บุคลากร ผู้ให้บริการต้องมีความรู้ สมรรถนะ และความสามารถในการให้บริการกับประชาชนทุกกลุ่ม ทุกวัย ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง ประเทศไทยได้ใช้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เพื่อให้คนไทยเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ทั้งการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การตรวจวินิจฉัยโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพ ที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต คนไทยทุกคนได้รับการคุ้มครองสิทธิการรักษาพยาบาลจากรัฐบาล โดยสิทธิการรักษาพยาบาลที่มี 3 ระบบใหญ่ คือ 1) สิทธิสวัสดิการการรักษาพยาบาลของข้าราชการ 2) สิทธิประกันสังคม และ 3) สิทธิหลักประกันสุขภาพ แต่ก็ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบบริการ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย และทิศทางแนวโน้มการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non Communicable disease: NCDs) เพิ่มขึ้น เมื่อประชาชนทุกกลุ่ม ทุกวัย เกิดการเจ็บป่วย มีความต้องการได้รับการบรรเทาอาการการดูแลและการรักษาพยาบาล รวมทั้งการส่งเสริมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีการบริการ ที่หลากหลายรูปแบบที่สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงบริการได้สะดวก ทุกที่ ทุกเวลา สอดคล้องกับวิถีชีวิต บริบท ทางสังคม วัฒนธรรม ทั้งรูปแบบการบริการ โดยภาครัฐและภาคเอกชนโดยเฉพาะคลินิกการพยาบาลชุมชนอบอุ่น รวมทั้งมีการใช้ระบบการพยาบาลทางไกล (Telenursing) และระบบการปรึกษาการรักษาพยาบาล telehealth สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงปกติวิถีใหม่ในปัจจุบัน เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการและข้อจำกัด ของประชาชนในชุมชน
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พยายามผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพ อย่างทั่วถึง เท่าเทียม มีคุณภาพ และสะดวก ได้พยายามจัดหาวิธีจัดบริการรูปแบบใหม่ เพื่อให้ประชาชนสามารถ รับบริการได้ในชุมชนโดยไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล ประชาชนสะดวก ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และลดความแออัดในโรงพยาบาล รองศาสตราจารย์ ดร.ทัศนา บุญทอง นายกสภาการพยาบาล ในฐานะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้พิจารณาเห็นว่าผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลเป็นบุคลากรกลุ่มใหญ่ ในระบบสาธารณสุข และกระจายอยู่ในชุมชนทุกระดับของประเทศ น่าจะได้มีส่วนในการแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาลได้มากเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการให้บริการต่าง ๆ ตามขอบเขตของวิชาชีพการพยาบาล และการผดุงครรภ์ ซึ่งจะตอบสนองความต้องการของประชาชนได้โดยไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล จึงเสนอให้คลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ที่เข้าร่วมเป็นหน่วยบริการร่วมให้บริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ “คลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น” ตามข้อบังคับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยในปีงบประมาณ 2563 ให้ดำเนินการนำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และขยายผลไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศสอดรับกับนโยบายบัตรประชาชนใบเดียวของประเทศ ซึ่งในปัจจุบันมีคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่นกว่า 6,000 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ จากการ จัดปฐมนิเทศ และการติดตามการให้บริการของคลินิก โดยคณะกรรมการพัฒนาคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่นในระบบสุขภาพปฐมภูมิ ได้รับข้อเสนอแนะจากพยาบาลผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีความต้องการให้มีการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มเติมทักษะ (Upskills) ความรู้ ทบทวนความรู้ที่มีการปรับเปลี่ยน ให้เป็นปัจจุบัน (Reskills) โดยเฉพาะการฝึกอบรมหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป (การรักษาโรคเบื้องต้น) เพื่อให้การบริการของพยาบาลในคลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์มีมาตรฐาน มีคุณภาพโดยการฝึกอบรม ที่มีรูปแบบหลากหลาย เอื้ออำนวยต่อพยาบาลผู้ประกอบการที่มีข้อจำกัดด้านต่าง ๆ ในการเข้าถึงการศึกษาอบรมเพิ่มเติม
คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนา ระบบสุขภาพปฐมภูมิ (Primary Health Care) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ท่ามกลางความท้าทายของอุบัติการณ์โรคที่ซับซ้อนและการเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลให้ความต้องการบริการสุขภาพในระดับชุมชนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบทบาทของ “คลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น” ในระบบสุขภาพปฐมภูมิ ซึ่งสภาการพยาบาลได้ผลักดันให้เป็นกลไกหลักในการกระจายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและลดความแออัดในสถานพยาบาลขนาดใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าวและปณิธานของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ที่มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้เพื่อบริการสังคม คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี จึงได้จัดทำ หลักสูตรการฝึกอบรมพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป (การรักษาโรคเบื้องต้น) ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความเชี่ยวชาญ และสมรรถนะขั้นสูงให้กับพยาบาลวิชาชีพ ให้มีศักยภาพในการประเมินภาวะสุขภาพ การวินิจฉัย และการรักษาโรคเบื้องต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสำหรับประชาชนทุกกลุ่มวัย การพัฒนาหลักสูตรในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการตอบสนองต่อสถานการณ์ความต้องการของสังคมและประเทศชาติ แต่ยังเป็นการยกระดับวิชาชีพการพยาบาลให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่เข้มแข็ง อันจะส่งผลให้ประชาชนได้รับบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐาน ครอบคลุม และต่อเนื่อง นำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
วัตถุประสงค์ทั่วไป
เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ ระบบสุขภาพ มาตรฐานและคุณภาพการบริการสุขภาพปฐมภูมิ การประเมิน วินิจฉัยแยกโรค และอาการ การรักษาพยาบาลขั้นต้นในปัญหาสุขภาพระบบที่พบบ่อยในทุกกลุ่มวัยและผู้สูงอายุ การจัดการอาการและการดูแลต่อเนื่อง การจัดการภาวะเร่งด่วนฉุกเฉินในปฐมภูมิ หลักการการจัดการโรคเรื้อรัง การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคการเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ การคัดกรองกลุ่มเสี่ยงสารสนเทศเพื่อการจัดการข้อมูลการดูแลผู้รับบริการในปฐมภูมิ นวัตกรรมการจัดการบริการปฐมภูมิเพื่อการพยาบาลผู้รับบริการทุกกลุ่มวัยและผู้สูงอายุ เฉพาะกลุ่ม เฉพาะโรค
วัตถุประสงค์เฉพาะ
ภายหลังการฝึกอบรม ผู้รับการฝึกอบรมมีขีดความสามารถหรือสมรรถนะ และทักษะเฉพาะของผู้ผ่านการอบรมการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป (การรักษาโรคเบื้องต้น) ดังต่อไปนี้
ภายหลังการฝึกอบรม ผู้รับการฝึกอบรมมีขีดความสามารถหรือสมรรถนะ และทักษะเฉพาะของผู้ผ่านการอบรมการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป (การรักษาโรคเบื้องต้น) ดังต่อไปนี้
สมรรถนะที่ 1 ด้านจริยธรรม จรรยาบรรณ และกฎหมาย
1. ดำรงตนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ตามหลักจริยธรรม จรรยาบรรณ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
2. ประเมินความต้องการ จัดการให้ได้เข้าถึงทรัพยากรที่เหมาะสม เป็นธรรม
3. จัดการปัญหาจริยธรรมที่ซับซ้อน มีความแตกต่างทางความเชื่อ วัฒนธรรม หรือจัดการกรณีที่ผู้ป่วยไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรมในการช่วยตัดสินใจ
4. พิทักษ์สิทธิ์ผู้ป่วยเพื่อให้ได้รับการวินิจฉัย การรักษาพยาบาลที่ถูกต้อง ตามมาตรฐานการพยาบาล และปลอดภัย
5. พิทักษ์สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพ รักษาความลับของผู้ป่วยและญาติ
6. พิทักษ์สิทธิ์ผู้ป่วยที่แสดงเจตนาการตาย (Living will) ให้ได้รับการตอบสนองตามความต้องการและร่วมพิจารณากับครอบครัวในการยืดชีวิตและยุติการตาย
7. ปกป้อง ดูแล ผู้รับบริการสุขภาพ จากการถูกทอดทิ้ง ละเลย กระทำความรุนแรง
8. พิทักษ์สิทธิ์ให้ผู้รับบริการสุขภาพได้เข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึง และเป็นธรรมตามสิทธิของคนไทย
9. ปฏิบัติตามจรรยาบรรณและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบการคลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์และกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องในการประกอบวิชาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ
สมรรถนะที่ 2 ด้านการปฏิบัติการพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป (การรักษาโรคเบื้องต้น)
1. มีความชำนาญในการประเมินปัญหาสุขภาพ วินิจฉัยแยกโรคหรือปัญหาสุขภาพและให้การรักษาโรคที่พบบ่อยตามขอบเขตวิชาชีพ
2. มีความชำนาญในการเลือกใช้ยารักษาโรคเบื้องต้นได้อย่างสมเหตุผล ปลอดภัยในทุกกลุ่มทุกวัย
3. มีความชำนาญในการประเมินและจัดการพัฒนาการ ปัญหาสุขภาพและความเสื่อมตามวัย
4. จัดการดูแลต่อเนื่องและควบคุมการกำเริบของโรค และบริหารจัดการยาสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังในชุมชนได้อย่างปลอดภัย
5. จัดการการดูแลและประสานส่งต่อเพื่อให้เข้าถึงหน่วยบริการที่มีศักยภาพ เฉพาะเจาะจงกับโรค
สมรรถนะที่ 3 ด้านคุณลักษณะเชิงวิชาชีพ
1. แสดงออกถึงการเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ น่าเชื่อถือ มีทักษะในการให้การพยาบาลเวชปฏิบัติในทุกกลุ่ม ทุกวัย
2. สามารถถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ ให้กับทีมสุขภาพ ผู้รับบริการทุกกลุ่ม ทุกวัย ครอบครัวและชุมชน
3. พัฒนาตนอย่างต่อเนื่อง ใฝ่เรียนรู้ ติดตามความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงด้านการพยาบาลเวชปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ
4. มีส่วนร่วม รับผิดชอบในการพัฒนาวิชาชีพและมีเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพ และทำหน้าที่ตามบทบาทของพยาบาลวิชาชีพได้เหมาะสม
5. เคารพความคิดเห็น คุณค่าความแตกต่างของสมาชิกในทีม ผู้รับบริการในทุกกลุ่ม ทุกวัยและครอบครัว
สมรรถนะที่ 4 ด้านภาวะผู้นำ การจัดการและการพัฒนาคุณภาพ
1. กำหนดทิศทาง สนับสนุนการทำงานเป็นทีมในการรักษาพยาบาลในทุกกลุ่ม ทุกวัยเป็นต้นแบบการดูแล สร้างแรงบันดาลใจในการปฏิบัติการพยาบาลเวชปฏิบัติกับพยาบาลและทีมสุขภาพ
2. มีส่วนร่วม เป็นผู้นำในการวิเคราะห์ วางแผน และพัฒนาคุณภาพการรักษาพยาบาลในทุกกลุ่ม ทุกวัย
3. แสดงความเป็นผู้นำ กล้าตัดสินใจ รวมทั้งค้นหาโอกาสการเป็นผู้ประกอบการทางวิชาชีพ
4. มีความสามารถในการจัดการความเสี่ยง บริหารต้นทุน และการลงทุน
สมรรถนะที่ 5 ด้านวิชาการและการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ทางคลินิกและการสร้างนวัตกรรม
1. ประมวล และวิเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์ทางคลินิก ตัวกำหนดทางสุขภาพ หรือตัวกำหนดทางสังคม
2. ออกแบบหรือสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาผลลัพธ์การรักษาพยาบาลในทุกกลุ่ม ทุกวัย
3. นำเสนอผลการวิเคราะห์ปัญหาและผลลัพธ์การรักษาพยาบาล
สมรรถนะที่ 6 ด้านการสื่อสารและสัมพันธภาพ
1. ใช้การสื่อสารด้วยการพูด เขียน ที่ชัดเจนด้วยความสุขภาพ นุ่มนวล และเคารพในความคิดที่แตกต่าง
2. ให้ข้อมูลที่ทันเหตุการณ์กับทีมสุขภาพ เครือข่าย หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนการรักษาพยาบาลร่วมกัน
3. สื่อสารปัญหาสุขภาพในภาวะเร่งด่วนฉุกเฉินระหว่างผู้ป่วย ครอบครัวและหน่วยบริการเพื่อการช่วยเหลือได้ทันที
4. พัฒนาสื่อการเรียนรู้ การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพแก่ผู้รับบริการในปฐมภูมิทั้งกลุ่มปกติกลุ่มเสี่ยง และกลุ่มที่เจ็บป่วยได้
5. สร้างสัมพันธภาพกับผู้รับบริการ ทีมสหวิชาชีพและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อการจัดการและการดูแลสุขภาพทุกกลุ่ม ทุกวัยอย่างต่อเนื่อง และเหมาะสม
สมรรถนะที่ 7 ด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ
1. บันทึกข้อมูลที่มีความชัดเจนถูกต้อง ครอบคลุมทั้งประวัติผู้ป่วยหรือผู้รับบริการ อาการและการเจ็บป่วย โรค การพยาบาล การให้การรักษา หรือการให้บริการ วัน เวลา ในการให้บริการ ชื่อผู้ประกอบวิชาชีพ ผลลัพธ์การรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องตามความเป็นจริง
2. ใช้ระบบการพยาบาลทางไกล (Telenursing) และระบบการปรึกษาการรักษาพยาบาล telehealth
3. ใช้สารสนเทศเพื่อการบันทึก จัดเก็บ ตรวจสอบ และจัดการข้อมูลไว้เป็นหลักฐาน
4. ใช้สารสนเทศจากเครือข่ายบริการ ประสานข้อมูลสารสนเทศจากเครือข่ายบริการเพื่อการดูแลในทุกกลุ่ม ทุกวัยอย่างต่อเนื่อง
สมรรถนะที่ 8 ด้านสังคม
1. มีความเป็นมิตร ความน่าไว้วางใจ มีพฤติกรรมการแสดงออกอย่างเหมาะสม และมีความน่าเชื่อถือ ท่าทีอบอุ่น มีความเห็นอกเห็นใจ เป็นที่พึ่งกับบุคคล กลุ่มบุคคล และสังคมที่เกี่ยวข้อง
2. มีความไวเชิงวัฒนธรรมในการรับรู้ถึงความเชื่อด้านสุขภาพ การเปลี่ยนแปลงและการธำรงรักษาคงไว้ในความเชื่อของแต่ละบุคคล โดยไม่มีผลกระทบเสียหายต่อภาวะสุขภาพ
คุณสมบัติทั่วไป
1. สำเร็จการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตหรือเทียบเท่า
2. มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลหรือใบอนญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้น 1 ที่ยังไม่หมดอายุ
3. มีประสบการณ์ในการปฏิบัติการพยาบาลอย่างน้อย 2 ปี
4. มีสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นอุปสรรค์ต่อการศึกษาอบรม
5. ผ่านการคัดเลือก โดยคณะกรรมการสอบคัดเลือก
6. ในกรณีที่กำลังรับราชการจะต้องมีใบรับรองจากผู้บังคับบัญชาขั้นต้น (หัวหน้าหอผู้ป่วย/หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาล)และ ได้รับการอนุมัติให้ลาอบรมได้ตลอดหลักสูตรจากผู้บังคับบัญชาของหน่วยงาน นั้น ๆ(ผู้อำนวยการหรือเทียบเท่า)
คุณสมบัติเฉพาะ
เป็นผู้ที่กำลังปฏิบัติงานในแผนกอุบัติเหตุ ฉุกเฉิน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉิน
สถานที่เรียน คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
แห่งฝึกปฏิบัติ จำนวน 10 แห่ง ประกอบด้วย
2.1.1 โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) อยู่ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม
- โรงพยาบาลหลวงพ่อเปิ่น
- โรงพยาบาลบางเลน
2.2.2 โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) อยู่ในพื้นที่จังหวัดอยุธยา
- โรงพยาบาลลาดบัวหลวง
- โรงพยาบาลอุทัย
- โรงพยาบาลบางไทร
- โรงพยาบาลมหาราช
- โรงพยาบาลบางปะหัน
2.3.3 โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) อยู่ในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี
- โรงพยาบาลท่าช้าง
- โรงพยาบาลค่ายบางระจัน
2.3.4 โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) อยู่ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี
- โรงพยาบาลพิมลราช
2.2 ผู้เข้าอบรมสามารถหาแหล่งฝึกปฏิบัติด้วยตนเองโดยเป็นไปตามมาตรฐานของสภาการพยาบาล ที่กำหนดไว้
ค่าลงทะเบียนเข้ารับการอบรมตลอดหลักสูตรแบบเหมาจ่าย คนละ 60,000 บาท (เจ็ดหมื่นห้าพันบาทถ้วน)
จำนวนหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตร 20 หน่วยกิต
โครงสร้างหลักสูตร ประกอบด้วย 3 หมวดวิชา 7 รายวิชา ดังนี้
หมวดวิชา | หน่วยกิต |
1. วิชาแกน | 2 |
พยฉป 101 วิชานโยบายและระบบสุขภาพปฐมภูมิ | 2 (2-0-4) |
2. วิชาบังคับของสาขาทางคลินิก | 4 |
พยฉป 201 วิชาการประเมินภาวะสุขภาพขั้นสูงและการตัดสินทางคลินิก | 4 (2-4-6) |
3.วิชาความรู้ความชำนาญเฉพาะสาขา | 14 |
พยฉป 301 วิชาการพยาบาลเวชปฏิบัติรักษาโรคเบื้องต้น | 3 (3-0-6) |
พยฉป 302 วิชาการจัดการโรคเรื้อรังและการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน | 2 (2-0-4) |
| พยฉป 303 วิชาเภสัชวิทยาและการใช้ยาในการรักษาโรคเบื้องต้น | 3 (3-0-6) |
พยฉป 801 วิชาปฏิบัติการพยาบาลเวชปฏิบัติรักษาโรคเบื้องต้น | 4 (0-16-4) |
พยฉป 802 วิชาปฏิบัติการจัดการโรคเรื้อรังและการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน
| 2 (0-8-2 |
รวม | 20 |
