๒๑ กันยายน ๒๕๖๙ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยฝ่ายยุทธศาสตร์ จัดพิธีลงนามข้อตกลงการปฏิบัติงาน (Performance Agreement : PA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๗๐ กับคณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เข้ารับฟังผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ และการจัดทำข้อตกลงการปฏิบัติงานของคณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี รวมทั้งแผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๗๐ พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะและตอบข้อซักถามกับคณะผู้บริหารคณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี นำโดยรองศาสตราจารย์ ดร.ทัศนา บุญทอง รักษาการคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี และคณะฯ ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น ๗ อาคารสำนักงานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซอยแจ้งวัฒนะ ๕ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร
โอกาสนี้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน ได้มอบนโยบายแก่คณะผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน โดยเน้นย้ำว่าปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๗๐ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของแผนยุทธศาสตร์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ฉบับที่ ๒ (ฉบับปรับครึ่งแผน พ.ศ. ๒๕๖๘–๒๕๗๐) จึงขอให้ทุกส่วนงานผนึกกำลังและร่วมมือกันขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ได้อย่างครบถ้วน อันจะเป็นการส่งต่อรากฐานที่เข้มแข็งไปสู่การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ฉบับที่ ๓ ต่อไป
ทั้งนี้ ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและเปิดหลักสูตรใหม่ที่ตอบสนองต่อความต้องการกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศและบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน และหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต เพื่อผลิตพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง มีสมรรถนะทางวิชาชีพ และพร้อมรับใช้สังคม ควบคู่กับการขับเคลื่อนโครงการเรือธง (Flagship Project) ของคณะฯ ได้แก่ โครงการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศในการบริการสุขภาพปฐมภูมิ (คลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น) และโครงการการพัฒนาศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวการแพทย์ เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ยั่งยืน ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม และมุ่งหวังให้เป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลและนำไปประยุกต์ใช้ได้ในระดับประเทศ อันสะท้อนถึงบทบาทของคณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารีในการสนองพระปณิธานด้านการดูแลสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
พร้อมกันนี้ ได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานบนหลักธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลกิจการที่ดี ประกอบด้วย หลักนิติธรรม การปฏิบัติงานต้องเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด หลักความคุ้มค่า การดำเนินโครงการและการใช้จ่ายงบประมาณต้องก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร ตลอดจนการใช้ทรัพยากรขององค์กรอย่างประหยัดและคุ้มค่า และ หลักการบริหารบุคคล การบริหารอัตรากำลังและการพัฒนาบุคลากรต้องดำเนินการอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และเหมาะสมกับภารกิจ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาวต่อไป




